ถังน้ำทุกใบที่ทำงานได้ดีล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคืออุปกรณ์ที่รู้ว่าเมื่อไหรควรเติมน้ำและเมื่อไหรควรหยุด Ball Float Valve หรือ บอลลูกลอยวาล์ว คืออุปกรณ์ชิ้นนั้น แต่การเลือกวาล์วผิดขนาดหรือผิดวัสดุไม่เพียงทำให้ถังน้ำทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ยังอาจทำให้น้ำล้นถัง น้ำไม่พอใช้ หรือวาล์วพังก่อนเวลาอันควร บทความนี้จะแนะนำวิธีเลือก Ball Float Valve สำหรับถังน้ำให้ตรงกับความต้องการตั้งแต่แรก

Ball Float Valve

ทำไมการเลือก Ball Float Valve ให้ถูกต้องถึงสำคัญ

Ball Float Valve ที่ผิดสเปคสร้างปัญหาได้หลายรูปแบบพร้อมกัน วาล์วที่เล็กเกินไปจะรับน้ำเข้าถังช้าจนอาจไม่ทันการใช้งานในช่วงพีค วาล์วที่ใหญ่เกินไปจะทำให้แรงดันน้ำในระบบตกหรือเกิด Water Hammer เมื่อปิดกะทันหัน วาล์วที่ทำจากวัสดุไม่เหมาะสมจะเสื่อมเร็วและต้องเปลี่ยนบ่อย ส่วนวาล์วที่แรงดันต่ำกว่าระบบจะรั่วซึมหรือปิดไม่สนิท

4 ปัจจัยหลักในการเลือก Ball Float Valve สำหรับถังน้ำ

ปัจจัยที่ 1 — ความจุถังและอัตราการใช้น้ำสูงสุด

ขนาดของ Ball Float Valve วัดที่ขนาดท่อต่อเชื่อม (Connection Size) ซึ่งกำหนดอัตราการไหลสูงสุดที่วาล์วรับได้ หลักการเบื้องต้นคือวาล์วต้องสามารถเติมน้ำกลับเข้าถังได้ทันก่อนน้ำในถังหมดในช่วงที่ใช้งานหนักที่สุด

แนวทางการเลือกขนาดตามความจุถัง มีดังนี้

ความจุถัง ขนาดวาล์วแนะนำ อัตราการไหล (ประมาณ)
ต่ำกว่า 500 ลิตร 1/2″ – 3/4″ 15 – 30 ลิตร/นาที
500 – 1,500 ลิตร 1″ 30 – 60 ลิตร/นาที
1,500 – 5,000 ลิตร 1.5″ – 2″ 60 – 120 ลิตร/นาที
มากกว่า 5,000 ลิตร 2.5″ – 4″ 120 ลิตร/นาทีขึ้นไป

ตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวทางเบื้องต้น อัตราการไหลจริงขึ้นอยู่กับแรงดันน้ำเมนในระบบด้วย ยิ่งแรงดันสูง น้ำไหลผ่านวาล์วขนาดเดียวกันได้มากขึ้น

ปัจจัยที่ 2 — แรงดันน้ำในระบบ (Pressure Rating)

แรงดันน้ำในระบบเป็นปัจจัยที่มักถูกมองข้ามแต่ส่งผลสำคัญมาก Ball Float Valve แต่ละรุ่นมีแรงดันสูงสุดที่รับได้ต่างกัน ซึ่งระบุเป็นค่า PN (Pressure Nominal) หรือ Class

สำหรับอาคารทั่วไปในประเทศไทย แรงดันน้ำประปาอยู่ที่ประมาณ 2 – 6 Bar ถังน้ำบนหลังคาจะได้รับแรงดันจากแรงโน้มถ่วงตามความสูง โดยทุกๆ 10 เมตรที่ต่างระดับจะเท่ากับแรงดันประมาณ 1 Bar ดังนั้นอาคาร 3 ชั้นจะมีแรงดันที่ถังชั้นล่างประมาณ 3 Bar ควรเลือกวาล์ว PN10 ขึ้นไป เพื่อความปลอดภัย

สำหรับงานอุตสาหกรรมหรือระบบที่มีแรงดันสูง ควรเลือก PN16 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่นิยมที่สุดในโรงงาน หรือ PN25 สำหรับระบบแรงดันสูงพิเศษ

ปัจจัยที่ 3 — วัสดุของวาล์วตามประเภทน้ำและการใช้งาน

นี่คือปัจจัยที่กำหนดอายุการใช้งานมากที่สุด วัสดุที่ไม่เหมาะสมกับสภาพน้ำและสภาพแวดล้อมจะเสื่อมเร็วกว่าที่ควรหลายเท่า

เหล็กหล่อ (Cast Iron) เหมาะกับน้ำประปาทั่วไปที่ไม่มีสารกัดกร่อน ราคาถูกที่สุดในกลุ่ม แต่ไม่เหมาะกับน้ำเค็ม น้ำกร่อย หรือสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงเพราะเกิดสนิทได้

บรอนซ์ (Bronze) ทนการกัดกร่อนได้ดีกว่าเหล็กหล่อมาก เหมาะกับน้ำดื่ม น้ำร้อน และระบบที่ต้องการมาตรฐานสุขอนามัย มักพบในถังน้ำอาคารที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง

สแตนเลส 304 (Stainless Steel 304) ทนการกัดกร่อนได้ดีในน้ำทั่วไปและสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่ เหมาะกับน้ำบาดาล น้ำที่มีแร่ธาตุสูง และงานที่ต้องการความสะอาดสูง

สแตนเลส 316 (Stainless Steel 316) เพิ่ม Molybdenum เข้ามาทำให้ทนคลอไรด์และน้ำเค็มได้ดีกว่า 304 เหมาะกับพื้นที่ชายทะเล สระว่ายน้ำ หรือน้ำที่มีคลอรีนสูง

PVC เหมาะกับสารเคมีเจือจางและน้ำที่มีคลอรีน ราคาถูก แต่ทนอุณหภูมิได้ต่ำกว่า 60°C เท่านั้น ไม่เหมาะกับน้ำร้อนหรืองานที่ต้องการความแข็งแรงทางกลสูง

ปัจจัยที่ 4 — ประเภทการต่อเชื่อมและตำแหน่งติดตั้ง

Ball Float Valve สำหรับถังน้ำส่วนใหญ่มีการต่อเชื่อมแบบเกลียว (Threaded) ซึ่งมีสองมาตรฐานหลักคือ BSP (British Standard Pipe) และ NPT (National Pipe Thread) ซึ่งใช้ในอเมริกา ระบบท่อในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้มาตรฐาน BSP ควรตรวจสอบมาตรฐานเกลียวของท่อที่มีอยู่ก่อนสั่งซื้อ

วาล์วควรติดตั้งที่ด้านข้างหรือด้านล่างของถังในตำแหน่งที่ลูกลอยสามารถแกว่งได้อย่างอิสระ ไม่มีสิ่งกีดขวาง ระยะห่างระหว่างลูกลอยกับผนังถังควรมีอย่างน้อย 2 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางลูกลอย

ตัวอย่างการเลือก Ball Float Valve ตามประเภทถังน้ำ

ถังน้ำหลังคาบ้านพักอาศัย (ขนาด 1,000 ลิตร) แนะนำวาล์วขนาด 1″ วัสดุบรอนซ์หรือสแตนเลส 304 แรงดัน PN10 การต่อเชื่อมแบบเกลียว BSP วาล์วบรอนซ์เหมาะกว่าเหล็กหล่อเพราะถังน้ำดื่มต้องการมาตรฐานสุขอนามัย

ถังน้ำดับเพลิงอาคารสำนักงาน (ขนาด 10,000 ลิตร) แนะนำวาล์วขนาด 2″ – 2.5″ วัสดุเหล็กหล่อหรือสแตนเลส 304 แรงดัน PN16 ถังดับเพลิงต้องการอัตราการเติมน้ำสูงเพื่อให้ถังเต็มได้รวดเร็วหลังการใช้งาน

ถังน้ำโรงงานอุตสาหกรรม (ขนาด 20,000 ลิตร ขึ้นไป) แนะนำวาล์วขนาด 3″ – 4″ วัสดุสแตนเลส 316 แรงดัน PN16 ควรพิจารณา High Pressure Float Valve หากระบบมีแรงดันเมนสูง และควรติดตั้ง Isolation Valve คู่กันเพื่อให้ถอดบำรุงรักษาได้โดยไม่หยุดระบบ

การติดตั้งและการปรับระดับน้ำ

หลังติดตั้งวาล์วแล้ว ขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำก่อนใช้งานจริงคือการปรับระดับน้ำที่ต้องการโดยการดัดหรือปรับความยาว Lever Arm ระดับน้ำสูงสุดควรต่ำกว่าขอบถังอย่างน้อย 50 – 100 มม. เพื่อเผื่อกันชนกรณีที่วาล์วมีการปิดช้าหรือแรงดันน้ำเมนสูงกว่าปกติ

หลังปรับระดับแล้วให้ทดสอบโดยเปิดน้ำทิ้งจากถังและสังเกตว่าวาล์วเปิดทันทีที่น้ำลดลงหรือไม่ และปิดสนิทเมื่อน้ำถึงระดับที่กำหนดหรือไม่ หากมีน้ำหยดเล็กน้อยหลังปิดให้ตรวจสอบ Seat และ Seal ว่ามีตะกรันหรือสิ่งแปลกปลอมติดอยู่หรือไม่

สรุป

การเลือก Ball Float Valve สำหรับถังน้ำให้ถูกต้องขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยหลักคือขนาดความจุถังและอัตราการใช้น้ำ แรงดันน้ำในระบบ วัสดุที่เหมาะกับประเภทน้ำ และรูปแบบการต่อเชื่อม การลงทุนเลือกวาล์วที่ถูกสเปคตั้งแต่แรกช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงในระยะยาวและลดความเสี่ยงของปัญหาน้ำล้นหรือน้ำไม่พอในการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องการให้ทีมวิศวกรของ Valve99 ช่วยเลือก Ball Float Valve ที่ตรงสเปคถังน้ำของคุณ ส่งข้อมูลขนาดถัง แรงดัน และประเภทน้ำมาได้เลย พร้อมจัดทำใบเสนอราคาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *